news-details
25-09-2024
“สหฟาร์มต้องการต่อยอดความสำเร็จในธุรกิจอย่างครบวงจร โดยในปี นี่เราได้มุ่งมั่นในผลักดันในธุรกิจประมง เนื่องจากเดิมที่สหฟาร์ม ได้มี การเริ่มดำเนินการเลี้ยงปลาดุกมาตั้งแต่ ปี 2545

โดยได้ทำการ ปรับปรุงสายพันธุ์จนได้เป็นปลาดุกสายพันธุ์เฉพาะของสหฟาร์มเอง โดยตั้งชื่อให้สายพันธุ์นี้ว่า "ปลาดุกบิ๊กอุยสหฟาร์ม” และด้วยกรรมวิธี การเลี้ยงในบ่อดินแบบธรรมชาติ ที่ดูแลและใส่ใจในทุกขั้นตอน จึง ทำให้ปลาดุกสหฟาร์มมีรสชาติดี เนื้อสัมผัสแน่น ชุ่มฉ่ำ ไม่มีกลิ่นคาว หนังหนา มีไขมันแทรกในเนื้อ มีคุณค่าทางสารอาหารที่ดีเลิศ เป็นที่ นิยมรับประทานของลูกค้าในไทยอย่างแพร่หลาย”

โดยปลาที่สหฟาร์มทำการขาย จะมีทั้งปลาย่างและปลาโบ้ ซึ่งมีทั้ง ขายส่งและขายปลีก สำหรับปลาดุกสหฟาร์มจะใช้ระยะเวลาในการ เลี้ยงถึง 4-5 เดือน จึงจะสามารถคัดไซส์และจับขายได้ อย่างปลาดุกขนาด 3-4 ตัว/กิโลกรัม จะไว้สำหรับทั้งขายส่ง-ขายปลีก ให้แก่ลูกค้า ในจังหวัดต่างๆ อาทิ พิษณุโลก, นครสวรรค์, แม่สอด เชียงราย, เลย, ชัยภูมิ รวมทั้งกรุงเทพและปริมลฑล ส่วนปลาดุกที่ขนาด 1-2 ตัว/กิโลกรัม ก็จะคัดชูโรงหั่นปลาเพื่อหั่นชิ้นโดยเครื่องจักรที่ทันสมัย มี ระบบการจัดการแบบโรงงานที่เน้นเรื่องของความสะอาดในทุกๆ ขั้น ตอนการผลิตและทุกๆ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจากกระบวนการอันมีมาตรฐาน และจากความนิยมของลูกค้า บวกกับปลาดุกถือเป็นปลาเศรษฐกิจ จึง ทำให้สหฟาร์มต้องการต่อยอดความสำเร็จนี้ ผ่านการผลักดันปลาดุก ไทยให้เกิดโอกาสทางการตลาดสู่ประตูการค้าโลก และยังเป็นการเพิ่ม ทางเลือกของเนื้อสัตว์ให้แก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน


ดร.จารุวรรณ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนและกรรมวิธีการเลี้ยงปลาดุกสห ฟาร์ม เพื่อให้ได้มาซึ่งปลาดุกคุณภาพดีนั้นมีการจัดการแบบพิเศษ โดย กิจการประมงได้นำน้ำที่บำบัดแล้วของสหฟาร์มมาใช้ในการเลี้ยงปลา คุก ซึ่งเราจะมีการวางระบบน้ำให้เป็นระบบแบบหมุนเวียน ไม่ปล่อยให้ น้ำออกนอกบริเวณของที่เลี้ยง น้ำที่เปลี่ยนถ่ายจากการเลี้ยงปลาดุกจะ น้ำออกนอกบริเวณของที่เลี้ยง น้ำที่เปลี่ยนถ่ายจากการเลี้ยงปลาดุกจะ นำมาพักในอ่างเก็บน้ำซึ่งมีประมาณจำนวน 10 ไร่ เพื่อช่วยในการ บำบัดน้ำเสีย มีการเติมออกซิเจน (Oxygen) ในน้ำเพื่อเป็นการช่วย บำบัดน้ำอีกทางหนึ่ง


"เพื่อให้ปลาขับของเสีย ลดกลิ่นโคลน ลดกลิ่นคาว เราจะมีการถ่ายน้ำ ออกจากบ่อทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้น้ำสะอาดและมีคุณภาพที่ดีอยู่ เสมอโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ และมีการวางขนาดของบ่อเลี้ยงปลา 1 ไร่ ซึ่งจะจำกัดปริมาณปลาเลี้ยงในปริมาณพอเหมาะ ไม่เกิน 20,000 ตัว ต่อบ่อ เพื่อลดความแออัด และเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ สร้างระบบ น้ำหมุนเวียนตลอดทำให้ได้ปลาดุกที่มีคุณภาพ แข็งแรง ถูกสุขลักษณะ อนามัย ทั้งนี้ในกรณีหากเกิดน้ำเสียระหว่างที่เลี้ยง ก็จะทำการเปลี่ยน ถ่ายน้ำใหม่ทันทีเพื่อไม่ให้ปลาร้าย

ปัจจุบันในบ่อเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกสหฟาร์มสามารถผลิตลูกปลาได้ ราว 120 ล้านตัว/เดือน โดยสหฟาร์มได้มีบ่อเลี้ยงปลาดุกมากถึง 375 บ่อ ซึ่งแบ่งเป็น กิจการประมงลพบุรี จำนวน 138 บ่อ/ จำนวน 242 ไร่ และกิจการประมงเพชรบูรณ์ จำนวน 237 บ่อ/จำนวน 600 ไร่ โดยมีกำลังการผลิตทั้งจากของลพบุรีและเพชรบูรณ์ ที่สามารถเลี้ยง ปลาได้เฉลี่ย 350 ต้น/เดือน เลยทีเดียว

จากกระบวนการคุณภาพที่ได้มาตรฐานทำให้สหฟาร์ม ได้รับ มาตรฐานจีเอพี มกษ. (GAP มกษ.) จากกรมประมง และทางบริษัทฯ ยังได้รับมาตรฐานฮาลาล (Halal) และเครื่องหมายฮาลาล (Halal) จาก สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในสินค้าปลา ดูกหั่นเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย ซึ่งมาตรฐานฮาลาล (Halal) เป็น มาตรฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและเป็นการเปิดตลาดผู้ บริโภคกลุ่มฮาลาล ให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่จะมีการส่งออกใน อนาคต เพราะเครื่องหมายฮาลาล จะเน้นย้ำถึงความสะอาดใน กระบวนการการผลิตและการบรรจุภัณฑ์ ทุกขั้นตอน ก่อนส่งถึงมือผู้ บริโภค


"เรามั่นใจในคุณภาพมาตรฐานของปลาดุกสหฟาร์ม ทั้งในจุดเด่นคือ เนื้อแน่น หนังหนากว่าปลาดุกที่อื่นๆ ทำให้ตัวปลาจะไม่มีแผลหนัง หรือถลอกง่ายเวลาขนส่งปลาสด และเมื่อนำไปประกอบอาหาร เช่น การนำปลาไปย่าง หนังปลาจะไม่หลุดติดตะแกรงย่าง ทำให้ได้ปลาดุก ย่างออกมาแล้วเนื้อสวยหนังสวย อีกทั้งยังไม่มีสารเคมีใดๆ ซึ่งก็คาด ว่าน่าจะเป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศได้ไม่ยาก สำหรับปลาดุก สหฟาร์มในตอนนี้สินค้าเราก็ มีอยู่ 3 แบบ คือแบบปลาดุกตัว ที่เรา ขายทั้งปลีก-ขายส่ง และมีแบบหั่นชิ้น เหมาะเอาไว้สำหรับปรุงอาหาร ประเภท แกง ผัด นอกจากนี้เรายังเพิ่มแบบแล่เนื้อ แบบนี้จะไม่มีก้าง จะได้เนื้อล้วนชิ้นใหญ่ เหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้  กับอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามในแผนขั้นต่อไป สหฟาร์มตั้งเป้าผลักดันปลาดุกไทยเพื่อการส่งออก โดยยังอยู่ในขั้น

ตอนการเจรจากับกลุ่มเป้าหมายประเทศเพื่อนบ้าน และแถบประเทศ อเมริกา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการผลักดันใน 1-2 ปีนี้ ดร.จารุ วรรณ กล่าวทิ้งท้าย